มณฑลเสฉวนต้นกำเนิดชาวฮั่น

มณฑลเสฉวน หรือ ซื่อชวนเป็นมณฑลหนึ่งของประเทศจีน มีเมืองเอกชื่อเฉิงตู เป็นเมืองต้นกำเนิดของราชวงศ์ฮั่นที่ยาวนานของจีน มณฑลเสฉวนอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีนตอนบนของแม่น้ำแยงซีเกียง มีพื้นที่ 485,000 ตารางกโลเมตร มีประชากรประมาณ 87,250,000 คน นับเป็นมณฑลที่มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของจีน ทั้งขนาดพื้นที่และจำนวนประชากร ความหนาแน่น 180ต่อกิโลเมตร จีดีพี 655.6 พันล้านเหรินหมินปี้ ต่อประชากร 7,510 ชื่อ เสฉวน มีความหมายว่า แม่น้ำสี่สาย เพราะมณฑลเสฉวนตั้งอยู่บนพื้นที่ของแม่น้ำ 3 สายมาบรรจบกัน คือ แม่น้ำแยงซีเกียง, แม่น้ำหลินเจียง, แม่น้ำจินซางเจียง สภาพอากาศเป็นแบบกึ่งร้อนชื้น สภาพโดยทั่วไปจะมีความชื้นในอากาศสูง สภาพอากาศจึงค่อนข้างครึ้มไม่ค่อยมีแสงแดด โดยในรอบสัปดาห์จะมีแสงแดดหรือเห็นพระอาทิตย์เพียงไม่กี่วัน แต่จะมีหมอกปกคลุมเป็นปกติ จนได้รับฉายาว่า เมืองในหมอกหรือ หมาเห่าพระอาทิตย์ และได้รับการกล่าวขานว่า เพราะสภาพอากาศเป็นเช่นนี้ ผู้หญิงในมณฑลเสฉวนมีผิวสวยที่สุดในประเทศจีนในทางประวัติศาสตร์เคยเป็นราชธานีก๊กสู่ฮั่นของเล่าปี่และขงเบ้งในสมัยสามก๊ก ปลายราชวงศ์ฮั่น ขงเบ้งได้เลือกเอาเสฉวนเป็นราชธานีของก๊กสู่ เพื่อหมายฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่น   มณฑลเสฉวน ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน    พื้นที่ทางตอนบนเป็นเทือกเขาสูงติดกับมณฑลกานซู่และมณฑลส่านซี ในพื้นที่มีชนกลุ่มน้อยพื้นเมืองเผ่าอาปา-ทิเบต-เชียงอาศัยอยู่ พื้นที่ตอนกลางและตอนล่างของมณฑลเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ มีแม่น้ำสำคัญหลายสาย เช่น แม่น้ำยาลอง แม่น้ำต้าตู้ แม่น้ำหมินเจียง แม่น้ำหลิ่ง และแม่น้ำแยงซีเกียง เป็นแหล่งอารยธรรมที่มีอายุกว่า 2,300 ปี นับเป็นมณฑลที่ใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศจีน มีประชากรรวมกันมากกว่า 110 ล้านคน

 

 

ชุนชิวยุคเกิดยอดคน

ยุคชุนชิว เป็นช่วงที่แผ่นดินจีนเกิดสงครามไปทั่วทั้งแผ่นดินและกินเวลายาวนานกว่า400ปีที่ประเทศจีนแบ่งออกเป็นแว่นแคว้นต่างๆมากมายภายในการปกครองของราชวงศ์โจวที่อ่อนแอจึงทำให้แต่ละเมืองต่างขยายดินแดนของตังเองและสามารถรวมตัวกันได้อีกครั้งในสมัยราชวงศ์ฉินของจิ๋นซีฮ่องเต้ นับเป็นยุคสมัยที่ได้รับการกล่าวขานอย่างมากในแง่ต่าง ๆ เนื่องจากเป็นยุคที่นครรัฐแต่ละรัฐรบด้วยด้วยกลอุบายที่แยบยล ก่อให้เกิดเป็นตำนานและเรื่องเล่าขานมากมายจนปัจจุบัน และเป็นต้นเรื่องที่ทำให้เกิดวรรณคดีจีนเรื่องสำคัญอีกเรื่อง คือ เลียดก๊ก ซึ่งการรบในยุคเลียดก๊กนั้นหลายเรื่องได้ถูกอ้างอิงในสามก๊กที่เกิดหลังจากนี้อีกนับพันปีต่อมาอีกแง่หนึ่ง เป็นยุคที่นักปราชญ์บัณฑิตแต่ละสาขาได้ถือกำเนิดและมีชีวิตอยู่ ซึ่งได้แต่งตำราหรือคำสอนต่าง ๆ ที่ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน เช่น ขงจื๊อ, เล่าจื๊อ, เม่งจื๊อ, ม่อจื๊อ เป็นต้น ในส่วนของปราชญ์แห่งสงคราม ก็คือ ซุนวู นั่นเองสำนวนนี้เกิดในยุคชุนชิว เป็นยุคที่รัฐต่างๆ ต่างทำสงครามกัน ซึ่งประวัติศาสตร์จีนช่วงนี้ มีบุคคลบุคคลที่มีชื่อเสียงในยุคนี้ 2 คน คือ เยว่อ๋องโกวเจี้ยน และ อู๋อ๋องฟูไช ทั้ง 2 ได้ทำสงครามระหว่างรัฐกัน โดยเยว่อ๋องโกวเจี้ยน รบแพ้อู๋อ๋องฟูไช และถูกจับตัวไปเป็นเชลยอยู่ 3 ปี เมื่อได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระ โกวเจี้ยนได้เริ่มวางแผนแก้แค้นทันที และเพื่อไม่ให้ลืมความแค้นในสมัยที่เคยตกเป็นเชลย เยว่อ๋องโกวเจี้ยนจึงได้ปูที่นอนด้วยฟางเหมือนช่วงที่นอนในคุก และแขวนดีขมไว้ปลายที่นอน ก่อนนอนก็จะชิมน้ำดีขมๆ เป็นการเตือนตัวเองไม่ให้ลืมความแค้น จนกลายเป็นสำนวน นอนฟางชิมดีขม จากนั้นก็พัฒนารัฐเยว่ขึ้นแบบเงียบๆ จนโกวเจี้ยนก็ยกทัพมาตีรัฐอู๋ได้สำเร็จ

ลั่วหยางเมืองแห่งตำนาน

ลั่วหยาง เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นในสมัยสงครามระหว่าง อย่างไรก็ตามประวัติศาสตร์ของพื้นที่อันเป็นที่ตั้งของลั่วหยางนี้มีมาก่อนหน้านั้นยาวนานมานับพัน ๆ ปี เนื่องจากตั้งอยู่ในเขตพื้นที่การดำรงชีพและการปกครองของบรรพบุรุษชาวจีนมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ โดยพื้นที่อันเป็นเมืองลั่วหยางในปัจจุบันก็ปรากฎหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมายทั้งใน สมัยราชวงศ์เซี่ยและราชวงศ์ซางและ โจวตะวันตก  ที่มาที่ไปของชื่อ ลั่วหยางนั้น คำว่า ลั่ว มาจากชื่อของแม่น้ำลั่ว ขณะที่คำว่า หยาง จะเป็นการบ่งบอกว่าเมืองแห่งนี้อยู่ทางด้านทิศเหนือของแม่น้ำลั่ว  ลั่วหยางนั้น ถือได้ว่าเป็นหนึ่งใน 7 ราชธานีเก่าแห่งแผ่นดินจีน ร่วมกับ อันหยาง หางโจว ซีอาน ไคเฟิง หนานจิง ปักกิ่ง และซีอาน ซึ่งหากพลิกดูประวัติศาสตร์คำนวณรวมดูแล้วนั้น เมืองแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นราชธานีของจีนมาหลายช่วงยุคสมัยเลยทีเดียว รวมระยะเวลายาวนานกว่าพันปี ทั้ง 13 ราชวงศ์ มีกษัตริย์หรือฮ่องเต้เคยประทับอยู่ที่เมืองนี้กว่า 105 พระองค์ ลั่วหยางก็เป็นเมืองหลวงของ ฮั่นตะวันออก ก๊กเว่ยของโจโฉในสมัยสามก๊ก จิ้นตะวันตก เป่ยเว่ย สุย และถัง ทั้งนี้หากสังเกตให้ดีก็จะพบว่าในอดีต ลั่วหยาง นั้นมีสถานะคล้ายเป็นเมืองหลวงของอะไหล่ เมืองหลวงสำรองของฉางอาน มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น ในยุคสมัยโจว ฮั่น สุย ถัง นครลั่วหยางตั้งตระหง่านอยู่ทางริมฝั่งด้านทิศใต้ของแม่น้ำฮวงโห ทางทิศเหนือพิงภูเขาหมางซาน ทางทิศใต้ติดกับแม่น้ำลั่วสุ่ย ทางทิศตะวันออกใกล้กับเมืองหู่เหลา ทิศตะวันตกเป็นด่านหันหู่กวน รอบด้านปรากฎภูเขาล้อมรอบ กึ่งกลางเป็นที่ราบ นครลั่วหยางมีแม่น้ำ 4 สายไหลผ่าน

ฉางอานเมืองประวัติศาสตร์ของจีน

ฉางอาน หรือ เตียงฮัน เป็นเมืองที่สำคัญของประเทศจีนมาตั้งแต่สมัย โบราณก่อนที่จีนจะรวมตัวเป็นประเทศใหญ่จุดสำคัญของเมืองนี้คือตั้งอยู่ภาคกลางของจีนหรือแต่ก่อนเรียกว่าดินแดนจงหยวนทำให้แต่ละราชวงศ์ของจีนในอดีตเลือกเมืองนี้เป็นเมืองหลวงภายในเมืองฉางอานมีพระราชวังเป็นที่ประทับขององค์พระมหากษัตริย์และเป็นที่บริหารราชภารแผ่นดิน ทางทิศใต้ของเขตพระราชวังใช้เป็นที่ทำงานของขุนนางทั้งหลาย ถนนหนทางภายในตัวเมืองฉางอานและที่พักอาศัย ถูกออกแบบคล้ายกระดานหมากรุก เป็นระเบียบเรียบร้อย ถนนหลายสายภายในเมืองมีความกว้างกว่า 100 เมตร หนึ่งในนั้น ถนน จูเชว่ ถือได้ว่าเป็นถนนที่กว้างมากที่สุด สิ่งเหล่านี้แสดงถึงความรุ่งเรืองของบ้านเมือง เมื่อเข้าสู่ราชวงศ์หมิงและชิงก็ได้นำเอาแบบอย่างการสร้างเมืองฉางอานไปใช้ในการสร้างเมืองปักกิ่งเมืองฉางอานมีส่วนที่ใช้เป็นที่พักอาศัยและส่วนที่ใช้ทำมาค้าขาย แบ่งเป็นสัดส่วน ภายในส่วนที่ใช้ทำมาค้าขาย มีร้านค้ามากมาย เรียกร้านค้าเหล่านี้ว่า ห้างอาทิ ห้างขายเนื้อ ห้างขายปลา ห้างขายยา ห้างผ้า ห้างเหล็ก ห้างเงินทอง ฯลฯ ว่ากันว่าแค่เพียงส่วนค้าขายทางตะวันออก ก็มีร้านค้ากว่า 200 แห่ง สิ่งของหายากจากทั่วทุกสารทิศ สามารถหาซื้อได้ในเมืองฉางอานเมืองฉางอานยังเป็นเมืองศูนย์กลางทางวัฒนธรรม มีกิจกรรมความบันเทิงต่าง ๆ มากมาย อาทิ การร้องรำทำเพลง การแข่งขันชนไก่ ชักเย่อ โล้ชิงช้า ฯลฯ จิตกร นักอักษรศิลป์ กวีที่มีชื่อเสียงต่างก็พักอาศัยอยู่ในเมืองฉางอาน ผลงานของผู้คนเหล่านี้ทำให้เมืองฉางอานมีสีสันมากขึ้น